จริยธรรม.คอม

You are here: Home News Youth news เปิดโลกทัศน์"วัฒนธรรม-ภาษา" ส่งเด็กเรียนรู้จากประเทศเพื่อนบ้าน
Thai (ภาษาไทย)English (United Kingdom)

เปิดโลกทัศน์"วัฒนธรรม-ภาษา" ส่งเด็กเรียนรู้จากประเทศเพื่อนบ้าน

(0 votes)
ด้วยแนวคิดที่อยากให้นักศึกษารู้จักและเข้าใจประเทศเพื่อนบ้านมากยิ่งขึ้น วัฒนธรรม-ภาษา
ประกอบกับต้องการสร้างอัตลักษณ์ที่แตกต่างให้กับนักศึกษาของตัวเอง
มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา (มบส.) โดย รศ.ดร. สุพล วุฒิเสน
อธิการบดี จึงกำหนดนโยบายให้นักศึกษาของมบส.ทุกคน มีความรู้เกี่ยวกับ

ภาษาและวัฒนธรรมของประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มเติม นอกเหนือจากภาษาอังกฤษ และความรู้ในสาขาวิชาเอกที่ตัวเองเรียนอยู่วิธีการ คือกำหนดวิชา "ภาษาเพื่อนบ้าน" ไว้ในหมวดวิชาศึกษาทั่วไปที่นักศึกษาเข้าใหม่ทุกคนจะต้องเรียน โดยเปิดให้เลือกเรียน 1 จาก 6 ภาษา ได้แก่ ภาษาลาว ภาษาเขมร ภาษาเวียดนาม ภาษาจีน ภาษาพม่า และภาษามาเลเซีย นอกจากนั้น ยังจัด "โครงการเรียนร่วมในรายวิชาศึกษาทั่วไป" นำนักศึกษาเดินทางไปเรียนรู้จริงยังประเทศเจ้าของภาษา เป็นเวลา 2 อาทิตย์

พร้อมกันนั้นยังได้เดินทางไปติดตามดูผลการเรียนการสอนของนักศึกษามบส. ที่มีโอกาสไปเรียนรู้อยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน โดยในวันที่ 23-28 ส.ค. ที่ผ่านมา คณะของอาจารย์มบส. ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมที่ประเทศลาว เวียดนาม และจีน

เรียนภาษาลาว ต้องเข้าใจวิถีลาว

36สถานที่แรกที่คณะเดินทางไป คือมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว ตั้งอยู่ในเมืองเวียงจันทน์ น่าเสียดายว่า ช่วงเวลาที่เดินทางไปตรงกับช่วงปิดภาคเรียนของที่นี่ จึงมีนักศึกษาลาวอยู่เพียงไม่มากนัก

แต่ถึงอย่างนั้น คณาจารย์และนักศึกษาที่เราไปพบก็ให้การต้อนรับด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ก่อนพาเราไปดูการเรียนการสอนของนักศึกษามบส. ที่มาเรียนภาษาลาวที่นี่ ซึ่งวันนี้เรามีโอกาสได้ชมการสอนรำวงลาวร่วมด้วย

หลังชั่วโมงเรียน ศรินญา ศรีวงษ์ชัย หรือ เมย์ นิสิตชั้นปีที่ 1 ภาควิชาเทคนิคการแพทย์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มบส. เล่าประสบการณ์ 2 อาทิตย์ที่ได้ร่วมโครงการนี้ให้ฟังว่า สนใจเรียนภาษาลาว เพราะลาวเป็นประเทศเพื่อนบ้าน อยู่ใกล้กับเรา และภาษาก็คล้ายกัน แต่ก็มีบางคำก็เรียกไม่เหมือนกัน อย่างเช่น "ก๋วยเตี๋ยว" ที่นี่จะเรียกว่า "เฝอ" หรือ "ผงซักฟอก" ที่นี่ก็เรียกว่า "สบู่ฝุ่น"

"2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้เรียนเกี่ยวกับความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับประเทศลาว เรียนรู้เกี่ยวกับประเพณี วัฒนธรรม และระบบการศึกษาของลาวว่าเขามีพัฒนาการมาอย่างไร เราเองก็ได้เอาวัฒนธรรมของเราไปแลกเปลี่ยนกับเขา อย่างแรกคือเรื่องภาษา นอกจากนั้น ก็เอาการรำไทย การเซิ้งแบบอีสานไปเผยแพร่ด้วย คิดว่าเวลา 2 สัปดาห์ที่มาอยู่ที่นี่ยังน้อยเกินไป เราอยากจะซึมซับวัฒนธรรมของเขาให้มากกว่านี้" เมย์ แสดงความคิดเห็น

ขณะที่ บุนเลิด แสงสุลิน รองคณบดีคณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว กล่าวถึงโครงการนี้คร่าวๆ ว่า เป็นไปตามเอ็มโอยู ที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาวได้ทำไว้กับมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา โดยมุ่งหวังให้นักศึกษาจากทั้ง 2 มหาวิทยาลัย ได้มาเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ในด้านภาษา วัฒนธรรม ทั้งที่คล้ายคลึงกันและแตกต่าง เพื่อให้เกิดความเข้าใจกันมากยิ่งขึ้น

รองคณบดีให้ความรู้ว่า วัฒนธรรมลาวสังเกตได้จากคำศัพท์ที่ใช้ในภาษาลาว เช่นคำว่า "สะบายดี" เป็นคำใหม่ที่คนลาวใช้ทักทายกัน แต่เดิมจะใช้คำว่า "กินข้าวแล้วยัง" "กินข้าวแล้วบ่" ซึ่งแสดงให้เห็นว่า คนลาวให้ความสำคัญกับการกินอยู่ นอกจากนี้ ยังเป็นภาษาที่มีคำศัพท์อุดมสมบูรณ์ อย่างคำว่า "กิน" คนลาวอาจใช้คำว่า "ปั้น" หมายถึงการปั้นข้าวเหนียว ซึ่งคนที่ไม่เคยมาสัมผัสกับวิถีชีวิตของคนลาวอาจจะไม่เข้าใจ จึงเป็นเรื่องดีที่นักศึกษาไทยได้มารู้มาเห็นสิ่งเหล่านี้ด้วยตัวเอง

"ที่ผ่านมาถือว่าโครงการประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี จนปีนี้ดำเนินการมาเป็นครั้งที่ 4 แล้ว จากเดิมที่เราเพียงส่งอาจารย์ไปสอนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เราก็พัฒนาเป็นรับนักศึกษาจากที่โน่นมาทำกิจกรรมที่นี่ และในอนาคตต่อไปก็มีความเป็นไปได้ที่จะส่งนักศึกษาของเราไปเรียนที่บ้านสมเด็จเจ้าพระยาด้วยเช่นกัน" รองคณบดี กล่าวถึงโครงการในอนาคต

เวทีแลกเปลี่ยนที่เวียดนาม

จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว คณะของมบส.ได้เดินทางต่อไปที่มหาวิทยาลัยมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ฮานอย ประเทศเวียดนาม มหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้รับการยอมรับว่า มีชื่อเสียงที่สุดด้านการเรียนการสอนรวมถึงการวิจัยด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ของประเทศ ก่อตั้งขึ้นหลังจากเวียดนามรบชนะฝรั่งเศสในปี ค.ศ.1945 ตามมุมมองของท่าน โฮจิมินห์ที่เห็นว่า เมื่อมีประเทศแล้ว ต้องพัฒนาประเทศด้วยการตั้งมหาวิทยาลัย

ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยนี้ประกอบด้วย 14 คณะ 12 ศูนย์วิจัย มีอาจารย์ ประจำ 500 ท่าน อาจารย์พิเศษ 200 ท่าน และนักศึกษาอีกกว่า 13,000 คน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยแห่งนี้มีความร่วมมือกับมหา วิทยาลัย และศูนย์วิจัยในต่างประเทศกว่าร้อยแห่ง ทั้งในยุโรป อเมริกา และเอเชีย ส่งผลให้แต่ละปีมีนักศึกษาต่างชาติมาเรียนที่นี่ราว 700 คน

สำหรับ มบส.ได้ตกลงทำเอ็มโอยูกับมหาวิทยาลัยมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ฮานอย ตั้งแต่ปี ค.ศ.2006 และเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มบส.ก็ได้มอบปริญญาดุษฎี35บัณฑิตกิตติมศักดิ์ให้กับอธิการบดีของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ นับเป็นคนที่ 2 ถัดจากนายกรัฐมนตรีของเวียดนาม

รศ.ดร.เหงียน วาน คิม รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ฮานอย กล่าวว่า นักศึกษามบส.ที่มาเรียนเวียดนามศึกษาที่นี่มีผลการเรียนดีมาก ในอนาคตมหา วิทยาลัยทั้งสองมีแผนที่จะขยายความร่วมมือ จัดการเรียนการสอนแบบ "2+2" โดยเบื้องต้นจะเน้นสอนด้านการท่องเที่ยว และภาษาไทย

"การเรียนแบบ 2+2 คือ นักศึกษาจะเรียน 2 ปี ที่เวียดนาม และอีก 2 ปีที่ไทย โดยจะเรียนภาษาไทย และบางวิชาเพิ่มเติมการเรียนภาษาไทยที่เวียดนาม 2 ปี ก็เพื่อให้นักศึกษารู้ และใช้ภาษาไทยได้ดี จากนั้นก็ไปเรียนวิชาท่องเที่ยว หรือวิชาภาษาไทยที่มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา อีก 2 ปี เมื่อจบแล้วก็จะได้วุฒิบัตรจากบ้าน สมเด็จเจ้าพระยาโครงการนี้จะเริ่มได้ในปีหน้า"

รศ.ดร.เหงียน วาน คิม อธิบาย ก่อนกล่าวเสริมว่า นอกจากการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยแล้ว ในเดือนธันวาคมปีนี้มหาวิทยาลัยทั้งสองยังจะร่วมมือกันจัดงานสัมมนานานาชาติด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยมีลาว เวียดนาม กัมพูชา จีน เข้าร่วม เพื่อยกระดับและพัฒนาความรู้ด้านเอเชียศึกษาให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปอีก

เรียนร่วมจีน-ต้องสานต่อ

หลังจากจบภารกิจที่ประเทศเวียดนาม สถานที่สุดท้ายที่คณะได้ไปเยือน คือมหาวิทยาลัยชนชาติกวางสี สาขาของมหาวิทยาลัยภาษาและวัฒนธรรมปักกิ่ง ตั้งอยู่ที่เมืองหนานหนิง มณฑลกวางสี สาธารณรัฐประชาชนจีน

มหาวิทยาลัยแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1952 มีชื่อเสียงด้านการเรียนการสอนภาษาไทย โดยเปิดสอนทั้งในระดับปริญญาตรี และอนุปริญญา นอกจากนี้ ยังมีแผนจะตั้งให้เป็นศูนย์ทดสอบวัดระดับความรู้ภาษาไทยสำหรับชาวต่างชาติขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

37มบส.ได้ดำเนินการจัดการเรียนการสอนแบบ "2+2" ร่วมกับมหาวิทยาลัยชนชาติกวางสี โดยมีนักศึกษาจากที่นี่ไปเรียนอยู่ที่มบส. กว่าร้อยคน และสำเร็จการศึกษาไปแล้วถึง 3 รุ่น ส่วนนักศึกษา มบส.ที่มาเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยนานาชาติกวางสีตามโครงการเรียนร่วมในรายวิชาศึกษาทั่วไป รุ่นปัจจุบันมีอยู่ถึง 40 คน โดยขณะที่เราไปเยี่ยมชม เป็นช่วงที่นักศึกษาเหล่านี้สำเร็จการอบรม บรรยากาศจึงเป็นไปด้วยความชื่นมื่น

เนตรนภา วงษ์ลุน หรือ ลัคกี้ นิสิตชั้นปีที่ 1 คณะครุศาสตร์ มบส. กล่าวถึงโครง การนี้ว่า เป็นโครง การที่ดี เปิดโอกาสให้เด็กได้ประสบการณ์ชีวิตมากขึ้น ทำให้ได้เรียนรู้ภาษา และเรียนรู้วิถีชีวิตของเพื่อนต่างชาติ โดยส่วนตัวสนใจภาษาจีน เพราะเป็นภาษาที่กำลังได้รับความสนใจจากทั่วโลก และมีแนวโน้มว่าคนจะใช้เยอะขึ้น หากเรามีความรู้ด้านนี้ก็จะมีโอกาสหางานได้ง่ายขึ้น

"มาอยู่ที่นี่ได้ประสบการณ์มากมาย เรามาอยู่ด้วยกัน 40 คน ก็ต้องเรียนรู้การใช้ชีวิตร่วมกัน เกิดมิตรภาพระหว่างเพื่อน และการที่เรามาอยู่ในประเทศของคนอื่น ไม่ใช่ประเทศของเรา เราก็ได้มิตรภาพจากพวกเขา เวลาไปซื้อของ ไปซื้อข้าว เขาก็จะยิ้มทักทาย พูดคุยกับเราดีๆ บางทีเราก็สอนให้เขาพูดสวัสดี ยกมือไหว้ สอนนับเลข เขาเรียนรู้จากเรา เราก็เรียนรู้จากเขา"

สุทิพย์พร โชติรัตนศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักวิเทศสัมพันธ์ มบส. กล่าวถึงภาพรวมของโครงการนี้ว่า ได้รับความสนใจจากนักศึกษาเป็นอย่างมาก แต่ยังติดปัญหาว่า นักศึกษาบางคนไม่มีทุนทรัพย์ หรือมีงบประมาณน้อย เพราะการเข้าร่วมโครงการนี้มหาวิทยาลัยจะออกค่าใช้จ่ายให้ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งนักศึกษาจะต้องออกทุนเอง หลังจากนี้จะมีมาตรการช่วยเหลือ ถ้านักศึกษาสอบได้คะแนนดี มหาวิทยาลัยอาจจะให้ทุนไปส่วนหนึ่ง เพื่อให้จำนวนคนที่ได้มาเรียนมีมากขึ้น จากที่ขณะนี้มีอยู่ราว 200 คน จากนักศึกษาทั้งหมด 6,000 คน

นอกจากนี้ ยังวางแผนไว้ว่า เร็วๆ นี้จะมีโครงการส่งนักศึกษาไปฝึกงานในประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีความเป็นไปได้ เช่น ทีวีช่อง 5 ของบริษัทกันตนา ที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา หรือโรงงานในเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่เมืองโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม ซึ่ง มบส.เคยพาสโมสรนิสิตไปดูงานมาแล้ว

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเปิดโลกทัศน์ให้กับนักศึกษา และเชื่อมความสัมพันธ์อันดีระหว่างกันของประชาคมอาเซียน ซึ่งจะต้องพึ่งพากันอีกหลายด้านในอนาคต

 

วิภาวี จุฬามณี

 ที่มา:www.khaosod.co.t

 

Comments (1)Add Comment
0
astro
12 September 2010
58.11.82.4
Votes: +0
...

โครงการดี น่าอนุโมทนาครับ

Write comment
 
 
smaller | bigger
 

busy