• Register
    *
    *
    *
    *
    *
    Fields marked with an asterisk (*) are required.

จริยธรรม.คอม

You are here: Home Introduction to theory of Thai philosophy Origin of Thai Philosophy การนำไปปฏิบัติได้ในชีวิตจริง
Thai (ภาษาไทย)English (United Kingdom)

การนำไปปฏิบัติได้ในชีวิตจริง

(4 votes)

การนำไปปฏิบัติได้ในชีวิตจริง

ลักษณะพื้นฐานปฏิบัตินิยมในปรัชญาไทย

       โดยทั่วไปนักปรัชญาไทยแต่โบราณไม่นิยมแสดงความคิดหรือโลกทัศน์ผ่านตัวหนังสือและการถกเถียง  แต่ชอบแสดงความคิดผ่านคำพูดตามสถานการณ์ที่เป็นไปในชีวิตประจำวันในขณะนั้นๆ ไม่มีรูปแบบที่ตายตัว  รูปแบบคำพูดนั้นเป็นไปตามความเหมาะสม และมักเป็นคำที่สละสลวยมีสำนวนโวหารคมคาย มีความสนุกขบขัน สอดแทรกคำสอนที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ในชีวิต   

การเน้นความคิดที่นำไปปฏิบัติได้ในชีวิตจริง  เป็นลักษณะปรัชญาปฏิบัตินิยม(Pragmatism)ของปรัชญาไทย  

       คำพูดเหล่านี้มักแสดงออกผ่านหลักการดำเนินชีวิตประจำวัน   หลักและคติในการดำเนินชีวิตส่วนใหญ่ได้มาจากการสั่งสมประสบการณ์ในการดำเนินชีวิต และหลักคำสอนทางศาสนา  เช่น  "สีซอให้ควายฟัง,   วัวเห็นแก่หญ้าขี้ข้าเห็นแก่กิน" เป็นต้น  เป็นการแสดงโลกทัศน์ของผู้พูดจากประสบการณ์ซึ่งมีพื้นฐานจากการดำเนินชีวิต   "ตักบาตรอย่าถามพระ,  ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว"  เป็นต้น เป็นการแสดงโลกทัศน์ของผู้พูดจากพื้นฐานทางศาสนา 

ลักษณะแนวคิดดังกล่าว ถูกแสดงออกผ่านกิจกรรมการดำเนินชีวิตประจำวัน ๓ ประการ   คือ

       ๑. ปรัชญาไทยแสดงออกผ่านคำพูด  เช่น ปริศนาคำทาย สุภาษิต คำพังเพย  สำนวนโวหาร   คำผญา เป็นต้น

      ปริศนาคำทาย  เป็นสื่อแสดงแนวคิดผ่านคำถาม  มีส่วนสัมพันธ์กับการพัฒนาภูมิปัญญา   แสดงให้เห็นโลกทัศน์ของผู้ถามที่มีต่อสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่  เป็นผลให้ผู้ฟัง หรือผู้ทายเกิดความคิด  เช่น สุกเต็มต้นเก็บกินบ่หมด  สุกเต็มฟ้ากายื้อบ่ถึง   (แดดกับดาว) อะไรเอ่ย  เช้ามาเย็นกลับ  ( อาทิตย์) เขียวชอุ่ม  พุ่มไสว ไม่มีใบ  มีแต่เมล็ด (ฝน)

นอกจากจะเป็นการนำเอาปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและสภาพแวดล้อมมาพัฒนาปัญญา  ช่วยให้เกิดการมองโลกและชีวิตอย่างพินิจพิจารณา มีไหวพริบในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแล้ว ยังเป็นกลวิธีในการพักผ่อนหย่อนใจคลายความตึงเครียดอีกด้วย 

ผลที่เกิดจากปริศนาคำทาย  คือ  (๑) ความขบขันเพลิดเพลินสนุกสนาน  (๒) ปฏิภาณซึ่งแสดงถึงภูมิปัญญาของผู้ถามและผู้ทาย  (๓) ความรู้ความเข้าใจโลกและชีวิต

      สุภาษิต  คือ  คำกล่าวที่ดีงามมีคติชวนฟังและชวนให้ปฏิบัติตาม  เป็นคำกล่าวที่ดีงามเป็นจริงทุกยุคทุกสมัย   อาจเป็นการสั่งสอนชี้ให้เห็นสัจจะแห่งชีวิตก็ได้              

       สุภาษิตส่วนใหญ่ได้มาจากประสบการณ์ในการดำเนินชีวิตและหลักคำสอนทางศาสนา เช่น แพ้เป็นพระ  ชนะเป็นมาร, ปลูกไมตรีอย่ารู้ร้าง  สร้างกุศลอย่ารู้โรย, อย่าอวดหาญแก่เพื่อน  เข้าเถื่อนอย่าลืมพร้า, อย่าปลุกผีกลางคลอง  อย่าปองเรียนอาถรรพ์, แก้วฤา จะรู้หมอง ทองฤาจะรู้เศร้า เป็นต้น

       อริสโตเติล นักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่ชาวกรีก ( ๓๘๔-๓๒๒ ก่อน ค.ศ.) เชื่อว่า  "สุภาษิตเป็นเศษที่เหลือตกค้างของปรัชญาของคนในสมัยโบราณและเหลือตกทอดมาถึงสมัยเราได้ เพราะมันเป็นถ้อยคำที่มีเหตุผล  มีเนื้อความกระทัดรัดและคมคาย"

       สำหรับสุภาษิตไทยนั้น   มีรากฐานมาจากแนวคิดทางพระพุทธศาสนาเป็นส่วนมาก และมีส่วนที่มาจากประสบการณ์ในการดำเนินชีวิตบ้าง ปรัชญาไทยที่ปรากฏผ่านสุภาษิตส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการประกาศหลักการดำรงชีวิตคำพังเพย เป็นคำกลางๆ  มิได้สอนโดยตรง แต่มีลักษณะแสดงความจริง เพื่อให้เหมาะแก่การนำไปใช้กับเรื่องหรือสถานการณ์นั้นๆ  เช่น  น้ำขึ้นให้รีบตัก,  วัวหายล้อมคอก, ตำน้ำพริกละลายน้ำ,  ตีวัวกระทบคราด  เป็นต้น

       สำนวนโวหาร    เป็นคำพูดที่แสดงข้อความเชิงเปรียบเทียบ  ความหมายที่พูดไม่ตรงตามตัวอักษร  เป็นภาษาสัญลักษณ์(Symbolic language)     คำพูดที่เราใช้ในชีวิตประจำวันมีสองระดับ  คือ

       (๑) คำพูดเพื่อสื่อความตามตัวอักษร (Common Language)  และผู้ฟังเข้าใจได้ทันที  เรียกว่า  "ภาษาสามัญ

       (๒) คำพูดที่แฝงความไว้ ไม่สื่อความตามตัวอักษร เป็นภาษาเชิงความนัย (Second   meaning) ผู้ฟังต้องมีความรอบรู้และประสบการณ์จึงจะเข้าใจ  คำพูดที่มีความหมายแฝงอยู่นี้ เรียกว่า  "สำนวนโวหาร"

สำนวนไทยมีรากเหง้ามาจากจารีตประเพณี ซึ่งถูกหล่อหลอมมาจากหลักคำสอนทางศาสนา  และประสบการณ์ในการดำเนินชีวิตหรือจากสภาพแวดล้อมที่เกื้อกูลต่อการดำรงชีวิต  เช่น   จับปูใส่กระด้ง, หนังหน้าไฟ, ยุ่งเหมือนยุงตีกัน,  คางคกขึ้นวอ,  ตัดหางปล่อยวัด, กินปูนร้อนท้อง เป็นต้น 

       ผญา หรือผญาภาษิต  คือ  ถ้อยคำที่ไพเราะสละสลวย รัดกุม และกินใจ  เป็นผลรวมของการสั่งสมสิ่งสร้างสรรค์ และภูมิปัญญาที่ถ่ายทอดสืบกันมาเป็นกระแสไม่หยุดนิ่งตายตัวจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง เป็นเครื่องมือในการนำเสนอความคิดและวิถีชีวิตทุกด้านอันเป็นบ่อเกิดแห่งปรัชญาไทยบนผืนแผ่นดินอีสาน  เป็นคติสอนใจที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่ามีคุณค่าสูง ซึ่งผู้สอนใช้เป็นเครื่องมือในการสอนบุตรหลานและมักไม่สอนตรงๆ แต่จะสอนโดยวิธียกอุปมาอุปมัยเปรียบเทียบให้ผู้ฟังใช้ความคิดมากกว่าจดจำ  เช่น

อันหนึ่ง  เฮือไหลแล้ว  ขอนยังค้างท่า

ไฟหากไหม้ป่าแล้ว  ขอนเนื้อก็หากยัง  ดอกนาฯ (อินทิญาณ)

 

มณีนิลเศร้า เสียแสงสรรพฮูป

       หินแฮ่  กลับเกิดเป็นหน่วยแก้ว  พิลาเข้มค่าแพง ฯ   (กาลส่วย)

  

       เป็นการนำเสนอข้อเท็จจริงทางรูปธรรมซึ่งปรากฏในชีวิตประจำวันไม่ว่าจะเป็นกิริยาอาการ หรือพฤติกรรมของคน สัตว์ หรือสิ่งต่างๆ ให้ผู้ฟังเกิดแง่คิดทางนามธรรม  แสดงให้เห็นถึงธาตุแห่งความเป็นนักปรัชญาของคนไทยด้วย

       อย่างไรก็ตาม ทั้งปริศนาคำทาย สุภาษิต คำพังเพย  สำนวนโวหาร   คำผญา เป็นต้นดังกล่าวนั้น      ก็เป็นของกลางที่ถูกหล่อหลอมขึ้นบนลักษณะพื้นฐานโดยรวมของคนในชาติ  มิใช่แนวคิดของนักปรัชญาคนใดคนหนึ่ง  และทุกคนสามารถหยิบยกมาใช้ได้ตามความต้องการ   

       สุภาษิตและคำพังเพย  มีลักษณะเป็นสมบัติของประชาชนทั่วไป  มิใช่ของนักปราชญ์คนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ  นอกจากในบางกรณีที่พบว่ามีการนำไปใช้ในผลงานวรรณคดีนั้นๆ ซึ่งก็เป็นการหยิบยกเอาลักษณะพื้นฐานของคนในชาติมานำเสนอในรูปแบบที่ต่างกันออกไป

 

ที่มาจาก หนังสือ ทฤษฎีเบื้องต้นแห่งปรัชญาไทย ผู้แต่ง ญาณวชิระ