"ปรัชญา คือ ศาสตร์แห่งศาสตร์ทั้งปวง"
ออกัสต์ กองต์ (Auguste Come)
(ค.ศ.1798 - 1857)
บทนำ
มนุษย์นั้นมีอุปนิสัยแห่งความเป็นนักปรัชญาอยู่ในตัวทุกคน แล้วแต่ว่าใครจะมีวิธีการแสดงออกมาอย่างไร อุปนิสัยแห่งความเป็นนักปรัชญาที่แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจน คือ ท่าทีแห่งความสงสัยใคร่รู้ที่มนุษย์มีต่อสรรพสิ่งในจักรวาล เพราะมนุษย์มีอุปนิสัยแห่งความเป็นนักปรัชญา จึงชอบตั้งคำถามกับโลกและชีวิต ตลอดจนสรรพสิ่งที่พบเห็นอยู่รอบตัวมาตั้งแต่เยาว์วัย หากสังเกตจะเห็นได้ว่าเด็กๆโดยทั่วไปมักตั้งคำถามกับสิ่งโน้นสิ่งนี้เรื่อยไป
แสดงให้เห็นว่าความสงสัยใคร่รู้มาตั้งแต่เยาว์วัยนั้นเป็นลักษณะพื้นฐานความคิดที่แสดงออกถึงอุปนิสัยแห่งความเป็นนักปรัชญาของมนุษย์
มนุษย์ทุกคนมีความรู้สึกนึกคิด มีความสงสัย มีความใฝ่ฝัน มีจินตนาการ และพร้อมที่จะเดินตามความใฝ่ฝันและจินตนาการนั้น มนุษย์ทุกคนจึงมีลักษณะอุปนิสัยของนักปรัชญา อุปนิสัยดังกล่าวถูกแสดงออกโดยมีสรรพชีวิตและสรรพสิ่งเป็นต้นแบบ
สำหรับแนวคิดด้านปรัชญานั้น เป็นผลผลิตแห่งกำลังความคิดของมนุษย์ซึ่งเกิดขึ้นจากอิทธิพลของธรรมชาติและสังคมมนุษย์ เพราะเหตุที่มนุษย์ถูกแวดล้อมอยู่ด้วยสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ และเหตุการณ์ทางสังคม ประสบการณ์ในชีวิตและความเป็นไปของสังคมย่อมมีอิทธิพลต่อความคิดของนักปรัชญาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ความคิดทางด้านปรัชญาจึงไม่ได้เกิดขึ้นมาอย่างลอยๆ หากแต่เกิดจากความรู้สึกนึกคิด ซึ่งก่อตัวขึ้นจากประสบการณ์ที่มนุษย์มีต่อโลกและชีวิต
มนุษย์ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ย่อมมีความคิดที่แตกต่างกัน แม้วิธีการแสดงความคิดก็ย่อมแตกต่างกันออกไปตามพื้นฐานทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ หากเราเชื่อว่าความคิดเป็นบ่อเกิดแห่งปรัชญา การแสดงออกทางด้านความคิดของคนในแต่ละสังคมด้วยวิธีการที่แตกต่าง ก็ไม่ได้หมายความว่าความคิดนั้นจะว่างไร้จากคุณค่าแห่งความเป็นปรัชญา
สำหรับคนไทยตั้งแต่อดีต นิยมแสดงความคิดผ่านการพูดในท่วงทำนองแห่งบทกวี ทั้งกวีมุขปาฐะและกวีลายลักษณ์ อันเป็นลักษณะอุปนิสัยพื้นฐานของคนไทยมาแต่เดิม เราจึงพบเห็นคำพูดที่แฝงไปด้วยปรัชญาปรากฏอยู่ทั้งในสุภาษิต คำพังเพย บทเพลงกล่อมเด็ก และคำร้องอันเป็นกวีมุขปาฐะอื่น ๆ
คนไทยเป็นมนุษย์ชนชาติหนึ่ง ที่ดำรงชีวิตอยู่ภายใต้อิทธิพลของธรรมชาติ และภายใต้เงื่อนไขวัฒนธรรมของชนชาติตน ความรู้สึกนึกคิดที่มีต่อโลกและชีวิตไม่ได้แตกต่างไปจากความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ชนชาติอื่น
คนไทยแต่เดิมมาไม่นิยมใช้ร้อยแก้วและตรรกวิทยาในการแสดงความรู้สึกนึกคิด เพราะถือว่าทั้งร้อยแก้วและตรรกวิทยาเป็นภาษาสามัญ แต่นิยมใช้ภาษากวีเป็นเครื่องมือในการแสดงออกทางด้านความคิด เพราะถือว่าภาษากวีเป็นภาษาชั้นสูงที่ได้รับการพัฒนาให้มีความประณีตแล้ว
ตั้งแต่อดีต บทกวีได้เข้ามาเกี่ยวพันกับชีวิตของคนไทยนับแต่เกิดจนกระทั่งตาย ในฐานะบทกวีเป็นสื่อกลางในการนำเสนอความคิดของคนไทยแขนงหนึ่ง คนไทยได้เลือกเอาบทกวีเป็นเครื่องมือในการเสนอแนวความคิดของตนต่อสาธารณชน ทั้งนี้เพราะพื้นฐานอุปนิสัยของคนไทยเป็นคนรักกวีนั่นเอง บทเพลงกล่อมเด็ก เพลงประกอบการละเล่นเด็ก เพลงเคียว เพลงสงฟาง เพลงเรือ สุภาษิตคำพังเพย ผญาอีสาน ล้วนเป็นการแสดงออกถึงความคิดด้านปรัชญาของคนไทยผ่านท่วงทำนองแห่งบทกวีอย่างชัดเจน
ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เราต่างก็ยอมรับกันว่าเป็นยุคสมัยที่บทกลอนเฟื่องฟู คนไทยถึงแก่ได้ชื่อว่าหายใจเป็นบทกลอนเลยที่เดียว ด้วยเหตุที่เราตระหนักดีว่าคนไทยเป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน
คนไทยจึงชอบสอดแทรกแนวคิดด้านปรัชญาไว้ในศิลปะแขนงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นศิลปะการแสดง การขับร้อง การประพันธ์ หัตถกรรม จิตรกรรม ตลอดจนเครื่องมือประกอบอาชีพ อันแสดงให้เห็นว่าคนไทยก็เป็นคนช่างคิด มีจินตนาการไม่หยุดนิ่ง แต่ไม่ชอบแสดงตัวตนจึงไม่นิยมระบุนามไว้ในผลงานนั้นๆ
ที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะนักปรัชญาไทยไม่ค่อยยึดติดในตัวตน อันเป็นผลมาจากคำสอนทางพระพุทธศาสนา มุ่งเพียงแสดงความคิดเห็นเท่านั้น ไม่มุ่งที่จะแสดงตัวตน หรืออาจจะเรียกว่ามุ่งที่แสดงความคิดมากกว่าแสดงอัตตา สิ่งที่คิดขึ้นมาแล้วนั้นใครจะเอาไปใช้ก็ได้ ถือว่าเป็นของสาธารณะ สิ่งนี้เองเป็นสิ่งที่ทำให้นักปรัชญาไทยแตกต่างจากนักปรัชญาตะวันตกอย่างสิ้นเชิง ซึ่งนักปรัชญาตะวันตกชอบแสดงอัตตาไว้ในผลงาน
การที่คนไทยใช้บทกวีสำหรับแสดงความรู้สึกนึกคิดที่มีต่อโลกและชีวิต ก็ไม่ได้หมายความว่าความคิดที่แสดงออกผ่านบทกวีนั้นจะไม่มีคุณค่าแห่งความเป็นปรัชญา เพราะบทกวีเป็นเพียงเครื่องมือสำหรับถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด ประสบการณ์ และความในใจที่คนไทยต้องการแสดงออกเท่านั้น หากก้าวข้ามรูปแบบไปได้ เราก็จะพบแก่นแห่งปรัชญาไทยที่ดำรงอยู่อย่างบริบูรณ์ในรูปแบบบทกวี
สำหรับที่มาของบทกวีไทยเริ่มพัฒนามาจากบทเพลงกล่อมเด็กของชาวบ้าน ในฐานะที่บทเพลงกล่อมเด็กเป็นกวีมุขปาฐะและคีตกวีของแผ่นดิน ที่สัมพันธ์อยู่กับวิถีชีวิตของชาวไทยอย่างแนบแน่นและยาวนานที่สุด โองการแช่งน้ำเชื่อว่าเป็นวรรณคดีลายลักษณ์ของไทยชิ้นแรก เป็นประจักษ์พยานได้ว่า การแสวงหารูปแบบทางการประพันธ์ในโลกแห่งบทกวีของไทยนั้นเป็นมายาวนานแล้ว ตั้งแต่เริ่มมีบทกวี นักปรัชญาไทยก็ถือกำเนิดและพัฒนารูปแบบบทกวีให้ละเอียดประณีตรัดกุมยิ่งขึ้นเป็นลำดับ เพื่อเป็นเครื่องรองรับแนวคิดทางด้านปรัชญาสืบมาไม่ขาดสาย
บทกวีเป็นมรดกวัฒนธรรมทางความคิดที่สืบทอดต่อมายังอนุชนรุ่นหลัง โดยผ่านกระบวนการสั่งสมถ่ายทอดและพัฒนารูปแบบมาช้านานตามเงื่อนไขและปัจจัยด้านสังคม นักกวีไทยทำหน้าที่ในการบันทึกประวัติศาสตร์ความคิดของชนชาติ ทั้งในด้านการดำเนินชีวิต ภูมิปัญญาในการทำมาหากิน การเมืองการปกครอง ปรัชญา ศาสนา ความเชื่อ ประเพณี และศิลปกรรมแขนงต่างๆ
จึงอาจกล่าวได้ว่าบทกวีไทยทั้งกวีมุขปาฐะและกวีลายลักษณ์ ได้ทำหน้าที่บันทึกแนวคิดด้านปรัชญาของคนไทยสืบมาทุกยุคทุกสมัยตราบจนถึงปัจจุบัน
ทฤษฎีเบื้องต้นแห่งปรัชญาไทย ต้องการเสนอทฤษฎีทางด้านปรัชญาไทยในรูปแบบการวิเคราะห์ สืบค้นถึงกำเนิด ที่มา และพัฒนาการ โดยยึดกรอบแห่งปรัชญาตะวันตกเป็นแม่แบบในการวิเคราะห์ ทั้งนี้เพราะเรายอมรับกันโดยทั่วไปว่าปรัชญาตะวันตกเป็นแม่แบบแห่งปรัชญาของโลก การจะทำความเข้าใจปรัชญาไทย จึงควรเริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจกำเนิดและพัฒนาการปรัชญาตะวันตก อันเป็นบ่อเกิดปรัชญาของโลกก่อน
ที่มา หนังสือ ทฤษฎีเบื้องต้นแห่งปรัชญาไทย ผู้แต่ง ญาณวชิระ
Introduction to theory of Thai philosophy






